เทศน์พระ

ผ่าเหล่า

๑๘ ม.ค. ๒๕๖๙

ผ่าเหล่า

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ หัวใจที่เราพยายามแสวงหาอยู่นี่ ทำความสงบของใจให้ได้ ถ้ามีสติมีปัญญา เราจะรักษาดูแลได้ ชำนาญในวสี ชำนาญในการควบคุมดูแล

ใจรักษายาก ใจศึกษาค้นคว้าหาให้เจอตัวจริงยาก

แต่ด้วยความเกิดเป็นมนุษย์ไง มีความรู้สึก สัตว์มันก็มี สัตว์มันรักพ่อรักแม่มันด้วย เวลาสัตว์มันฟักลูกออกมา มันคุ้มครองดูแล มันสละชีวิตเพื่อลูกมันได้เลย สัตว์มันก็รักลูกรักเต้าของมันเหมือนกัน มันมีความรู้สึกเหมือนกัน

คนก็เหมือนกัน นี่มันสถานะของความเป็นมนุษย์ไง ที่ว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์อยู่นี่ แต่มนุษย์มันมีความสามารถมากกว่านั้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบรรดาสัตว์ ๒ เท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด คบมิตรๆ คบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด

มิตรแท้ มิตรเทียม คนเทียมมิตร แล้วในหัวใจของตนล่ะ กิเลสตัณหาความทะยานอยากครอบงำไว้ในหัวใจมากมายมหาศาล ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อตรวจสอบในหัวใจของตนนี้ ที่เราทำๆ อยู่นี้ ปัจจุบันนี้มันถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

ถ้ามันถูกต้องชอบธรรมนะ อริยสัจมีหนึ่งเดียว ไม่มีสอง ไม่มีอริยสัจของข้ากับอริยสัจของเอ็ง อริยสัจของเราไม่เหมือนกัน ไม่มี

อริยสัจคืออริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นสัจจะเป็นความจริงในพระพุทธศาสนา

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง มาบวชเป็นพระเป็นนักรบ

มันจะรบกับใคร

อยู่โคนไม้ อยู่เรือนว่าง อยู่ในที่รโหฐานของตน ค้นคว้าหากิเลสในใจของตนก่อน แล้วถ้าเจอกิเลสในหัวใจของตน มันจะเกิดการสัมปยุต สงครามธาตุ สงครามขันธ์ สงครามระหว่างธรรมและกิเลสประหัตประหารกันในหัวใจของตน แล้วเราเป็นคนนั่งดู เราเห็น เราดู นี่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นสัจจะเป็นความจริง แล้วมันมหัศจรรย์ เพราะอะไร

เพราะเวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริงแล้ว มันศึกษาค้นคว้า ค้นคว้าขนาดไหนมันก็ไม่เห็น มันก็ไม่มีไง มันก็ไม่เจอไง

แต่ถ้าไม่เคยเห็น ไม่รู้จักมันหรือ

เต็มตัว มันสมบูรณ์แบบ แต่เราไม่เห็นมันนี่สิสำคัญ เราไม่เห็น เราไม่รู้เท่ามัน เห็นไหม

ฟังธรรมๆ ตรวจสอบในหัวใจของตนให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจดวงนี้ แล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนานะ วาง

พุทโธๆๆ ให้จิตมันสงบ จิตมันสงบเท่านั้น

ในเวที ในสนามแข่งขัน ฟุตบอลเวลาเขาจะมีการแข่งขันนะ FIFA มันต้องมาตรวจนะ มันต้องรับรองสนามก่อน รับรองสนามนั้นแล้วถึงจะให้แข่งในกฎกติกาของ FIFA ได้

นี่ก็เหมือนกัน เราศึกษา เราค้นคว้า ถ้ามันไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง แล้วอำนาจวาสนาของเราล้มลุกคลุกคลาน เราไม่มีกำลังที่จะต่อต้านได้ วาง

พุทโธๆ ให้มาตรฐาน ให้ค้นคว้าหาสนามได้ ถ้าหาสนามได้แล้วเป็นมาตรฐาน เอามาตรฐานนั้นเป็นการแข่งขัน สงครามธาตุ สงครามขันธ์ สงครามธรรมะกับสงครามกิเลส แล้วถ้ามันเกิดขึ้น ถ้าไม่มีสงครามเกิดขึ้น ไม่มีสันติภาพ สันติภาพหาไม่ได้ อยู่ในอาณัติของมันทั้งสิ้น

ฟังธรรมๆ ตรวจสอบในหัวใจของตนให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมานะ

ถ้ามันทำสิ่งใดไม่ได้ กลับไปพุทโธนี่แหละสำคัญที่สุด

พุทโธๆ นะ ถ้าพุทโธ ส่วนใหญ่แล้วพุทโธไม่ได้ด้วย พุทโธแล้วมันไม่ลง พุทโธแล้วมันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันศีลมันไม่เป็นตามธรรม ถ้าศีลมันเป็นตามธรรมนะ เวลาจิตมันเสื่อม จิตมันเสื่อมไง ถ้าจิตมันเสื่อมแล้วจะฟื้นฟูขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าฟื้นฟูขึ้นมาให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้ามันฟื้นฟูขึ้นมาเป็นจริงในหัวใจของตน ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลของมันไง

ถ้ามันไม่มีเหตุมีผลของมัน มันเป็นของมันเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ มันก็มาตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบแล้ว โดยวงกรรมฐานน่ะ นักปฏิบัติเขารู้ มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้เพราะมันไม่มีวาสนา ไม่มีวาสนา

ดูสิ ดูหลวงปู่มั่นนะ หลวงตาพระมหาบัวท่านเล่าเอง

ถ้าใครภาวนาไม่ได้ ท่านก็ให้ฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นจริตเป็นนิสัยของเขา ให้มันเป็นจริตเป็นนิสัยของเขา เราจะไปหักพร้าด้วยเข่า เราจะไปบังคับให้มันเป็น มันเป็นไปไม่ได้หรอก

แต่ท่านฟังไอ้ที่มันเป็นจริง “เออ! อย่างนี้หรือ จิตเป็นอย่างไร”

แล้วถ้าจิตเป็นอย่างนั้น กระหน่ำเลย แล้วคุ้มครองดูแล ถ้าคุ้มครองดูแล มันฝังหัวใจของเรานี่ไง

หลวงปู่จวน หลวงปู่จวนเวลาเข้าไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี่ไง เวลาท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นปีเดียว แล้วออกมาแล้วเขียนเป็นจดหมายมาถามปัญหาปฏิบัติ เออ! หลวงปู่มั่นก็ตอบ เออ! มันแปลก

ไม่ใช่มันแปลกหรอก มันเป็นคนที่ภาวนาได้จริง แล้วถึงที่สุดแล้ว “จำท่านขาวไว้นะ ท่านขาวได้เจรจากับเราแล้ว”

สุดท้ายแล้วนะ เวลาหลวงปู่ขาวไปกราบคารวะท่าน ท่านฝากไว้เลยนะ “ท่านขาวๆ ให้ดูแลท่านจวนด้วยนะ” ฝากท่านจวนไว้

เวลาหลวงปู่มั่นนิพพานไง หลวงปู่จวนจะไปเที่ยวภาคใต้ เอาเหตุผลหว่านล้อมทั้งหมดแล้ว หลวงปู่จวนก็จะไป จะไปภูเก็ต จะไปภูเก็ต สุดท้าย “ท่านจวน ท่านไปไม่ได้หรอก เพราะหลวงปู่มั่นฝากท่านไว้กับผม”

เห็นไหม นี่คนเป็น คนเป็นไง ด้วยอนาคตังสญาณของหลวงปู่มั่นไง “แก้จิตแก้ยากนะ แก้จิตแก้ยากนะ”

แม้แต่ตัวท่านเองที่คุ้มครองดูแลลูกศิษย์ลูกหาอยู่นี่ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมก็มี ไอ้ที่เพชรน้ำหนึ่งๆ ที่เราเห็นกันอยู่นี่ไง แล้วไอ้เพชรน้ำสอง เพชรน้ำสาม ไอ้พวกตะกั่วเยอะแยะไปหมด ดูสิ ดูหิน ดูดิน ดูทรายเต็มไปหมด ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น

เอ็งเคารพหลวงปู่มั่นจริงหรือเปล่า ถ้าเอ็งเคารพหลวงปู่มั่นจริง เห็นไหม เหมือนพระเราเคารพในธรรมวินัย ถ้าเคารพในธรรมวินัยคือเคารพพระพุทธเจ้า ถ้ามึงเคารพหลวงปู่มั่นจริง หลวงปู่มั่นได้สั่งเสียอะไรไว้บ้าง

ปฏิปทาธุดงคกรรมฐานฯ นั่นน่ะ ไปเปิดอ่านดูสิ เอ็งทำอย่างนั้นบ้างหรือเปล่า นั่นถ้าเคารพนั่นล่ะ

มันผ่าเหล่า ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง

หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้เอง “ต่อไปมันจะมีพวกแซงหน้าแซงหลังนี้มากมาย ไอ้พวกที่เดินตามน่ะมี แต่มันน้อย”

พวกผ่าเหล่า ถ้าผ่าเหล่าไปทางโลกนะ เป็นมะเร็งน่ะ ยีนมันผ่าเหล่า เป็นมะเร็ง เป็นคนพิการ เป็นขี้ทุกข์ขี้ยาก ถ้าเป็นเรื่องของทางการแพทย์

แต่นี่มันเป็นความคิดไง ความคิดที่มันเสียดสี มันถูลู่ถูกังในใจ มันสะเทือนทั้งนั้นน่ะ แต่วาสนาของคนไง ถ้ามันเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมนะ มันธรรมสังเวช แล้วมันทำไม่ลง แล้วมันทำไม่ได้ เครื่องหมายของคนดี กตัญญูกตเวที

แม้แต่เราบวชเราเรียนนี่แหละ สิ่งที่เราใช้ดำรงชีวิตอยู่นี่เพราะอะไร เพราะธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าร่มโพธิ์ร่มไทรนะ เราเอาชีวิตนี้มาฝากไว้ในร่มโพธิ์ร่มไทรของพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาไง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ปริยัติศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มุขปาฐะ การฟังธรรมนี้แสนยาก ไอ้ฟังทางโลกมากมายมหาศาล ไอ้พวกติฉินนินทามีร้อยแปดพันเก้า

ไอ้ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพราะอะไร

เพราะมันเจือไปด้วยกิเลสทั้งนั้น มันเจือด้วยทิฏฐิความเห็นของมันทั้งนั้น มันไม่มีอะไรเป็นความจริงทั้งนั้น แล้วไม่มีอะไรเป็นความจริง เวลาปฏิบัติไปแล้วถูลู่ถูกังไง แล้วเราก็งงนะ มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างไร มันเป็นอย่างนี้เป็นอย่างไร โอ้ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ฌานโลกีย์ทั้งนั้นน่ะ

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง “ไอ้ฌานๆ แฌนๆ อย่ามาพูดกับเรานะ” ติดสมาธิ ๕ ปีนั่นน่ะ “สมาธิน่ะไม่ต้องมาหลอกเรา” แค่สมาธิ ๕ ปีนั่นน่ะ ถูลู่ถูกังอยู่นั่นน่ะ แล้วกว่าหลวงปู่มั่นจะลากออกมาได้

นี่ไง เวลาลากออกมา “ไอ้นั่นมันแค่เศษเนื้อ สุขแค่เศษเนื้อติดฟันนะ”

ไอ้สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีนั่นน่ะ แล้วถ้ามันติดความเห็นของตนนั่นน่ะ กว่าจะลากออกมา ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ลากออกมา มันก็แค่ ๒ ขั้นนั่นน่ะ

แต่เพราะว่าลากออกมาไง พอลากออกมา พอเราออกไป นี่ไง “บอกว่าให้ใช้ปัญญาๆ ตอนนี้ก็ใช้ปัญญาจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนแล้วนะ”

“ไอ้นั่นไอ้บ้าสังขาร”

มันทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสุดโต่งไปไม่ได้ ถ้าติดแต่ความสุขความสงบ มันก็ติดอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าใช้ปัญญาๆ ปัญญาจนฟั่นเฝือไปนะ

“ใช้ปัญญาจนไม่ได้หลับไม่นอนนะ”

“นั่นน่ะไอ้บ้าสังขาร ไอ้บ้าสังขาร มันต้องกลับมาพุทโธๆ

นั่นน่ะอนาคามิมรรคนะ ขั้นที่ ๓ นะ ยังต้องพุทโธๆ เลย

ไอ้บ้าบอ “แหม! อะไรๆ ก็พุทโธ”

ก็เอ็งพุทโธไม่เป็นไง เอ็งพุทโธไม่ได้ เอ็งไม่มีพุทโธ เอ็งไม่มีผู้รู้ เอ็งหลับคาเท้ากิเลส กิเลสมันเหยียบย่ำอยู่นั่นน่ะ แล้วก็คิดว่าตัวเองเป็นธรรมนั่นน่ะ นั่นน่ะกิเลสมันเหยียบเต็มธรรมเลย แต่ไม่รู้

ผ่าเหล่า

สมถกรรมฐานไง แต่ถ้ามันเป็นกรรมฐาน กรรมฐานมันจะผ่าเหล่าไปไหน มันจะแซงหน้าแซงหลังไปไหน ถ้ามันแซงหน้าแซงหลังไป นั่นน่ะกิเลสมันชักนำไปทั้งนั้นน่ะ

นักรบไง รบกับอะไร รบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน

กิเลสเป็นอย่างไรวะ

“กิเลสเป็นนามธรรม จะรู้เห็นมันได้อย่างไร”

ก็มันเป็นนามธรรมถึงได้หลงมันไง นี่ไง ลูกสาวของพญามารไง ความโลภ ความโกรธ ความหลง หลง หลงใหลไปกับมันนั่นน่ะ แล้วว่าอย่างนั้นเป็นธรรมๆ ไง ก็เป็นธรรมของกิเลสไง

กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด กิเลสมันซับมันซ้อนขนาดไหน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “มาร มาร” ของเราว่า “ธรรม ธรรมทั้งนั้น ธรรม” ไม่มีมาร ไม่เคยเห็นมารไง

แต่ถ้ามันรู้มันเห็นของมันนะ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เรามีอำนาจวาสนาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระเป็นนักรบ ถ้ามันจะทุกข์จะยากมันก็กรรมของสัตว์ๆ นะ

ผู้ที่มีคุณธรรม ดูหลวงปู่ชอบ ครูบาอาจารย์เราสิ สมบุกสมบันมาทั้งนั้นน่ะเฉพาะชีวิตของท่าน บริษัทบริวารเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บริษัทบริวารที่ดีงามอยู่ที่วาสนา แม้แต่วาสนาของเราเองมันยังขี้ทุกข์ขี้ยากขนาดนี้ แล้วบริษัทบริวารมันจะดีกับเราไปได้อย่างไร แล้วบริษัทบริวารมันจะถูกต้องชอบธรรมตรงไหน

แค่แม้แต่เนื้อแท้ตัวเราเองยังสมบุกสมบันขนาดนี้ แล้วไอ้รอบข้าง นั่นน่ะบริษัทบริวาร ทีนี้บริษัทบริวารกับเนื้อแท้ เนื้อแท้มันยังทุกข์ยากขนาดนี้ บริษัทบริวารไม่ต้องมาอวดมาอ้างกัน มันเรื่องของสังคมทั้งนั้นน่ะ ถ้าเป็นสิ่งที่ทางโลกไม่ต้องการ มันก็ไม่ยอมเป็นบริษัทบริวารใคร ถ้าทางโลกเขาปรารถนาขึ้นมา เป็นบริษัทบริวารทั้งนั้นน่ะ นั่นมันเป็นกระแสสังคมทั้งนั้นน่ะ สังคมเป็นสังคมไง

เวลากระแส ถ้าไม่รับรู้มันเลย เราก็ไม่เท่าทันโลก ถ้ารู้แล้วไปยึดมั่นถือมั่น เราก็เป็นเหยื่อ ถ้าเป็นเนื้อแท้ของเราล่ะ มันไม่ผ่าเหล่าไง เพราะมันผ่าเหล่าไง มันถึงไม่ได้ข้อเท็จจริงไง

แล้วมันจะแก้การผ่าเหล่า เห็นไหม พุทโธๆๆ สมถกรรมฐานให้เข้ามาตามข้อเท็จจริงให้ได้ แล้วถ้าเข้ามาตามข้อเท็จจริงให้ได้ นี่ไง สัมมาสมาธิมันมีพลังงานของมัน มันมีกำลังของมัน

ไอ้นี่มันไม่มีกำลัง ไม่มีอะไรเลย มันไม่มีกำลังแล้วก็ไขว่คว้านะว่ามันเป็นธรรมๆ

ไขว่คว้า FIFA มันไม่รับรองนะมึง แข่งนี่มันยกเลิกหมดล่ะ ถ้า FIFA รับรองสนาม ดูสิ ขนาด FIFA ยังต้องมาตรวจสนามก่อน รับรองสนามว่าสนามเป็นมาตรฐานที่แข่งขันได้ แล้วแข่งขันขึ้นมาแล้วกรรมการเขาเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม กรรมการรับผลประโยชน์มาเต็มที่เลย ผู้เล่นตัวที่ ๑๑ มันเอาชนะเขาหมดน่ะ แล้วใครได้ประโยชน์ล่ะ

เราไม่ต้องการใดๆ ทั้งสิ้น เราต้องการข้อเท็จจริงเนื้อแท้ในใจของตน เนื้อแท้ในใจของตนนะ

ในปัจจุบันนี้เราเป็นนาย ก. นาย ข. นาย ง. เป็นพระ ก. พระ ข. พระ ง. แล้วสัมมาสมาธิเป็นอย่างไร แล้วพุทธะเป็นอย่างไร

เวลาในชาติปัจจุบันนี้ มันแค่นะ แว็บเดียวเท่านั้นน่ะ พยับแดด ชีวิตนี้สั้นนัก ๑๐๐ ปี ๑๐๐ ปีเท่ากับเทวดา ๑ วัน

นี่ไง ในผลของวัฏฏะไง เวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาลงไปในนรกอเวจี เวลามันยาวนานกับเราขนาดไหน เวลาเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เทวดาเขาไปเก็บสวนดอกไม้กัน ตอนเช้าไปเก็บดอกไม้ เทวดา พวกนางฟ้าเขาหายไปคนหนึ่ง บ่ายๆ กลับมาแล้ว

ไปไหนมา

ไปเกิดเป็นมนุษย์มาชาติหนึ่ง

แค่เสี้ยวนั่นน่ะชีวิตนี้ มันมีอะไร

วันเดือนปีล่วงไปๆ บัดนี้เธอทำอะไรอยู่ โลกเร่าร้อนนัก โลกนี้เร่าร้อนนัก แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จิตใจของเรารุ่มร้อนขนาดไหน

ถ้าจิตใจมันรุ่มร้อนขนาดไหน ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ เห็นไหม จิตใจมันรุ่มร้อน ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา บังคับอยู่ตรงนั้นน่ะ ทำอย่างนั้นทำเพื่ออะไร

บูชาพระพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดา นี่เนื้อแท้ไง

คบมิตร มิตรที่ประเสริฐคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยเป็นศาสดา เราอยู่กับธรรมอยู่กับวินัย อยู่กับธรรมอยู่กับวินัยแต่หัวใจมันร้อน หัวใจมันดิ้นรน หัวใจมันเจ็บแสบ นั่นกิเลสทั้งนั้นน่ะ แต่บังคับไว้ เครื่องอยู่ของใจ แต่ถ้ามันอยู่ของมันได้นะ โฮ้ปลอดโปร่ง โอ้โล่งโถง โอ้ชีวิตนี้ของกูเลยนะมึง

ยังภาวนาไม่เป็นนะน่ะ

ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนามันเห็นกิเลสไง พญามาร ครอบครัวของมารมันไม่พ้นให้จิตดวงใดพ้นจากน้ำมือของมันไปได้ มารนี่ร้ายกาจนัก

ในลัทธิศาสนาอื่นเขาบูชาพระเจ้าหลายองค์ๆ เขาบูชา บูชาทั้งนั้นน่ะ บูชายัญ ทำเพื่อจะให้เป็นบุญเป็นกุศลไง แต่พระพุทศาสนาไม่มี พระพุทธศาสนา กิเลสมึงเท่านั้น ไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้น ทุกข์ยากนี่ ทุกข์น่าดูเลยชีวิตนี้

แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ของเรานะ ไอ้ทุกข์ๆ นี่นะ มันเป็นปุ๋ย มันเป็นปุ๋ย มันใส่เพาะให้หน่อของพุทธะมันเจริญไง เวลามันทุกข์มันยาก เหตุผลมาแล้ว เพราะอะไรล่ะ อ้าวอดอาหารไม่กินข้าวก็หิว มันก็ทุกข์ ขาดน้ำมันก็ทุกข์ ดื่มน้ำแล้วก็ร่มเย็น อ้าวข้าวกินแล้วก็อิ่ม อิ่มแล้วภาวนาได้หรือไม่ได้ล่ะ นี่เวลามันทุกข์ไง เวลาปัญญา ปัญญามันไล่ไป เอ็งทุกข์อะไร กูไม่เห็นมีเลย

มันมีเหตุและมีปัจจัยไง มันทุกข์เพราะขาดแคลนไง แล้วขาดแคลนเพราะอะไร แต่ของเราล่ะ โอ๋ยเราเป็นนักรบ ไม่ขาดแคลนหรอก บิณฑบาตล้นบาตรทุกวันเลย

หลวงปู่หล้า อะไรชอบโยนเข้าป่า ชอบเพราะกิเลสมันชอบ อะไรดี กูพอใจ ถ้ากูพอใจ กิเลสมันพอใจด้วย โยนเข้าป่า

มันขาดแคลนหรือ เราไม่ได้ขาดแคลน เราภูมิใจ เพราะเรามีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา ธุดงควัตร ธรรมและวินัย เครื่องอยู่ของใจ แล้วถ้าใจมันมีเครื่องอยู่ของมัน มีเหตุ รักษาของมัน สงบได้ไหม

นี่ไง บอกพุทโธไม่ได้ พุทโธแล้วมันเครียด พุทโธแล้วมันเอาไม่ลง

ก็ปัญญาอบรมสมาธิถ้าเอ็งมีปัญญาจริง ถ้าพุทโธๆ นะ ขณิกสมาธิ โอ้โฮ! มีความสุขความสงบมาแล้ว แล้วตื่นด้วย พอตื่นแล้วเข้าอีกไม่ได้ ขณิกสมาธิกำลังเล็กน้อยเท่านั้นน่ะ แต่ก็มีความสุขพอประมาณแล้วล่ะ

แล้วพอมันพุทโธได้แล้ว เริ่มต้นพุทโธทำงาน ทำงานแล้วมันเหงื่อไหลไคลย้อยเป็นธรรมดา พอกำหนดแล้วมันเครียด กำหนดแล้วมันทุกข์มันยากทั้งนั้นน่ะ พอเราทำแล้วมันคล่องตัว พอคล่องตัว พอมันสุขสงบได้ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

ถ้ามันมีเหตุมีผล น้ำหนักไง ของมีน้ำหนักเท่าไร ชั่งก็ได้น้ำหนักเท่านั้นน่ะ ของเล็กก็ได้น้ำหนักเล็กน้อย ของมันมากก็น้ำหนักมันมาก พุทโธมากหรือพุทโธน้อย สติปัญญาดีงามหรือไม่ดีงาม ถ้ามีสติปัญญามันก็ต้องขณิกสมาธิ ถ้ามีสติรักษาดีขึ้นมันก็อุปจาระ อุปจาระเพราะอะไร

เพราะมันต้องรักษาให้ดีขึ้น ต้องมีกำลังดีขึ้น อุปจาระเป็นสมาธิแต่คิดได้ เป็นสมาธิมีความรู้สึกนึกคิดได้ เพราะอุปจาระมันมีวงรอบ มีผลกระทบของมัน

แล้วถ้ามันหากิเลสไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้ว โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ โน่นก็ไม่เห็น

ก็พุทโธต่อเนื่องกันไป พุทโธสักแต่ว่าปรากฏ สักแต่ว่าพุทโธๆ พุทโธไม่ได้จนจิตปล่อย มันไม่มีอารมณ์สองแล้ว มันไม่กระทบแล้ว พุทโธๆ นี่อัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธิสักแต่ว่าปรากฏ คิดไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ แต่มีสตินะ

ไม่ใช่นั่งหลับ อู๋ยพุทโธหาย

ไปหาหมอไป พุทโธอะไรมึงหาย

เพราะคำว่า พุทโธหาย” นี่นะ เป็นไปได้ยาก หลวงตาท่านพูด “เราเชื่อมั่นว่าแม้แต่พระปฏิบัติก็ทำไม่ได้” ไอ้พุทโธหายนี่

เพียงแต่ว่ามันแกล้งลืม มันนั่งหลับ มันตกภวังค์ มันว่าหาย ไอ้นั่งๆ แพล็บหายไปเลย ภวังค์ทั้งนั้นน่ะ มันแตกต่างทั้งนั้นน่ะ

เวลาถ้าพุทโธๆ จนสักแต่ว่าปรากฏ อัปปนาสมาธิ เข้าไปทำไม ตรงนั้นวิปัสสนาไม่ได้ ตรงนั้นทำงานไม่ได้ เวลามันคลายตัวออกมาเป็นอุปจาระ

คำว่า อุปจาระ” มันคลายตัวของมัน มันคลายออกมา พอคลายออกมามันมีผลกระทบ มีความรู้สึกได้ มันคิดได้ อุปจารสมาธิ ตรงนั้นน่ะ ถ้าน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมนะ เพราะอะไร

เพราะสนามนั้น FIFA รับรองได้มาตรฐาน แข่ง แข่งฟุตบอลได้ เก็บคะแนนได้ เป็นเข้าไป license ของโลกไง อยู่อันดับที่เท่าไร มันต้องมีมาตรฐานของมัน มาตรฐาน FIFA นี่ก็สมมุตินะ FIFA สมมุติ FIFA เลือกตั้งใหม่ FIFA มันก็ออกกฎใหม่มันก็เป็นกฎใหม่ไปแล้ว

แต่ถ้าเป็นหัวใจ เพราะมันเป็นธรรม เป็นธรรมเพราะอะไร เพราะพรหม เพราะเทวดาก็ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพรหม เทวดาเขาก็มีจิต เพราะพรหม เพราะเทวดาเขาก็มีมีกิเลสเหมือนเรา เขาก็มีมารเหมือนเรา เขาถึงมาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังเทศน์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นว่าจะแก้กิเลสอย่างไร แล้วอะไรคือกิเลส

แล้วของเรากิเลสมันคืออะไร

“กิเลสเป็นนามธรรม จะไปรู้ไปเห็นมันได้อย่างไร”

“ตอนนี้กำลังฆ่ากิเลสหมดแล้วนะ กิเลสไม่มีซักตัวเลยนะ”

ผ่าเหล่า เหล่าของพระกรรมฐาน เหล่าของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นที่ฝึกหัดปฏิบัติ จิตเป็นอย่างไร แก้ไขอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร แล้วรู้เห็นอะไร อะไรเริ่มต้น อะไรท่ามกลาง อะไรที่สุด แล้วมันเป็นข้อเท็จจริงอย่างไร

เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามา พอจิตสงบแล้วไปรู้ไปเห็นของมัน ถ้ามันมีวาสนามันก็เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิตตามความเป็นจริง

แต่วาสนาของเราไม่มาตรฐาน ไม่มีการสืบต่อไปให้ปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย การประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันก็ชั่วครั้งชั่วคราว มันเป็นเวลาจิตมันดีมันก็ทำฟื้นฟูขึ้นมา มันเฟื่องฟู อู้ฮู! มหัศจรรย์ของมันไป เวลามันเฉามันหงามันหงอยก็คอตกไง ก็ทุกข์ก็ยากอย่างนั้นไง ถ้าจับพลัดจับผลูขึ้นมา มันรู้เท่าของมันขึ้นมา ตทังคปหาน ชั่วคราว

เพราะอารมณ์แต่ละระดับ แต่ละระดับมันแตกต่าง มาตรฐานของจิตที่รับรู้แตกต่าง เพราะอะไร ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธิยังมีสูงมีต่ำนะ นี่ไม่พูดถึงสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ นะ ถ้าสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ระดับสมาบัติ เข้าฌานเข้าสมาบัติเข้าอย่างไร แล้วถอยออกมาอย่างไร แล้วสมาบัติคือสมาบัติ สมาบัติคือฌาน

เวลาทำสมาธิเป็นสมถะ แล้ววิปัสสนาล่ะ มันมีวิปัสสนา มีสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไง แล้วครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนเป็นข้อเท็จจริงทำอย่างไร แล้วถ้าเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว เวลาใจดวงใดไม่มีมรรคไง ถ้าใจดวงนั้นมีมรรคนะ ฟังเทศน์อย่างนี้ โอ้โฮ! มหัศจรรย์เลย

เพราะเวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ หลวงตาพระมหาบัวเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่ลีท่านเป็นพระอรหันต์ เวลาเทศน์บนศาลาเราก็นั่งอยู่นั่นน่ะ

“เนาะลีเนาะ เนาะลีเนาะ”

พระอรหันต์พูดกับพระอรหันต์น่ะ พระอรหันต์องค์หนึ่งพูด พระอรหันต์อีกองค์ฟัง ถ้ามันผิดถูก มันต่าง แล้วพระอรหันต์มันจะต่างกันอย่างไร

อริยสัจมีหนึ่งเดียวไง ความเป็นจริงมีอันเดียวไง ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาไง มันไม่ผ่าเหล่า ผ่าเหล่ามันก็เป็นมะเร็งนั่นน่ะ

ถ้าเป็นทางโลกนะ ดูสิ ดูครอบครัวใหญ่ ถ้าผ่าเหล่าขึ้นมามันก็ผลาญหมดทั้งชาติทั้งตระกูลเลยล่ะ เล่นการพนันนะ เป็นหนี้การพนัน ผ่าเหล่า

ปู่ย่าตายายเป็นผู้ดีงาม สร้างสมมาเป็นทรัพย์สินมามากมายมหาศาล ตัวเองว่าปู่ย่าตายายโง่เขลาเบาปัญญา มีทรัพย์สินก็ไม่รู้จักเสวยความสุข มีทรัพย์สินก็ใช้ไม่เป็น กูเองละเลงหมดเลย ไอ้พวกผ่าเหล่า ไม่มีอะไรเหลือ

เขาสร้างกันมา เขาทำกันมาเพื่อความมั่นคง

นี่เหมือนกัน เรามาบวชเป็นพระ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนามาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระแล้วเป็นนักรบด้วย นี่ถ้าเป็นนักรบไง เป็นนักรบเขาต้องมีสนามรบ แล้วมีสนามรบแล้วเขามีอาวุธของเขา สติ สมาธิ ปัญญา ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเป็นเครื่องอยู่ทั้งนั้น ถ้าเป็นนักรบๆ นี่เป็นอาวุธทั้งนั้นน่ะ

สู้กิเลสมือเปล่าๆ จะเอาอะไรไปสู้กับมัน กิเลสตัวเปล่าๆ ก็ไม่รู้จักมัน ไม่เห็นมัน กิเลสเป็นนามธรรม จับต้องมันไม่ได้เพราะมันเป็นนามธรรม จะไปรู้ไปเห็นมันได้อย่างไร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัย ให้อาวุธไว้มากมาย สัมโพชฌงค์ สติปัฏฐาน ๔ ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ๘ นี่อาวุธทั้งนั้นเลย สิ่งที่ดีงาม ถ้าเป็นนักรบนักปฏิบัติขึ้นมา มันสงวน มันรักษา

ดูสิ ช่างเวลาเครื่องมือเสีย ส่งซ่อมนะ แล้วเวลาอะไหล่มันเสีย เปลี่ยนทันทีเลย

สติ สมาธิ ปัญญามึงอยู่ไหน มึงเคยดูแลไหม รักษามันบ้างหรือเปล่า เปลี่ยนอะไหล่มันบ้างหรือเปล่า สู้กิเลสเอาอะไรไปสู้

เอาอารมณ์เรานี่แหละ เอาความรู้สึกนี้เข้าไปฟาดฟันกับมัน กิเลสจูงจมูกหมดน่ะ

มรรคอยู่ไหน ศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ไหน

เวลาช่าง อยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะไง “ขอทานยังมีกะลานะมึง” เวลาท่านพูดน่ะ “ขอทานมันยังมีเครื่องมือหากิน ช่างมันต้องมีเครื่องมือเว้ย”

ยิ่งคนทำงานเขาต้องมีวิชาชีพของเขา ทำงานๆ คิดงานนั่นน่ะ อะไรน่ะ เพราะเขามีความรู้ไง นั่นน่ะปัญญาของเขา เพื่อดำรงชีวิตของเขา

ไอ้เราเป็นพระเป็นนักรบ ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเป็นของดีๆ ทั้งนั้นน่ะ แม่งขว้างทิ้ง ไอ้ที่เราเจ็บปวดก็คือการกีดขวางนี่แหละ ไอ้ที่เจ็บปวดก็การกีดการขวาง การพลิกการแพลง

กูไม่ทำ แล้วยังกีดกันคนอื่น มันเกินไป

แต่ถ้ามันเป็นความจริงนะ เราขี้เกียจ เราก็หลบหลีกไป คนอื่นขยัน ให้เขาทำ เพราะเขาจะได้ของเขา ใครขยันใครหมั่นเพียรมันก็เป็นบุญเป็นกุศลของเขา ใครฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันก็เป็นจริงของเขา

อย่าผ่าเหล่า เหล่าของกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสร้างมา เกิดจากกองทัพธรรมๆ ประวัติหลวงปู่ชอบไง หลวงปู่ชอบท่านพูดในประวัติท่าน พรรษา ๔ พรรษา ๕ หลวงปู่สิงห์ส่งจดหมายน้อยมารับประชุม ร่วมกันประชุม ร่วมกันการรักษาข้อวัตร ร่วมกันทำให้เป็นคณะ เป็นกองทัพธรรม

คนสร้าง คนดูแล คนฟื้นฟูมา เขาทุ่มเททั้งชีวิต ทุ่มเททั้งทุกๆ อย่าง ไอ้เราแม่งเข้ามาอยู่ในวงกรรมฐาน ตัวเองแม่งก็กีดขวางเขาไป แล้วอนุชนรุ่นหลังล่ะ

พระกัสปปะไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “กัสปะเอย เธอก็เป็นพระอรหันต์นะ อายุเท่าเรา ทำไมต้องถือธุดงควัตร”

ข้าพเจ้าไม่ได้ถือข้าพเจ้านะ เพราะข้าพเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “กัสปะเอย เธอก็เป็นพระอรหันต์ ทำไมต้องถือธุดงควัตร เป็นเอตทัคคะในธุดงคกรรมฐาน”

“ข้าพเจ้าไม่ได้ถือเพราะข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำไว้เพราะให้อนุชนรุ่นหลังได้มีคติ มีแบบอย่าง”

มีคติมีแบบอย่างเพราะมีคนทำให้ดู มีคนทำให้เห็นไง

นี่ไง พระกัสปปะนะ ไม่ได้ทำเพื่อพระกัสปปะนะ ท่านทำเพื่ออนุชนรุ่นหลัง นี่ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมไง ถ้ามันเป็นจริงไง

ไอ้ที่เราเจ็บปวดมาก เจ็บปวดมากเพราะมันกีดมันขวาง คนที่เขาจะฝึกหัดขึ้นมา แม้แต่กิเลส

“กิเลสเป็นนามธรรม จะไปรู้เห็นมันได้อย่างไร”

ก็กิเลสมันขี้เกียจขี้คร้าน กิเลสมันไม่เอาไหน กิเลสมันมืดบอด แล้วอนุชนรุ่นหลังเขาจะมาฝึกหัดบ้าง ถ้าเขาเห็นตัวอย่างที่ดีงามแบบ “กัสปปะเอย เธอก็เป็นพระอรหันต์ ทำไมเธอต้องถือธุดงควัตร”

“ก็เพื่ออนุชนรุ่นหลัง อนุชนรุ่นหลังเขาได้เห็น ได้คติ ได้ทำเลียนแบบ”

ถ้าเห็น เรางงๆ เออ! พระกัสปปะก็ทำเป็นตัวอย่าง ไอ้นี่ไปกีดไปขวาง ไปพลิกไปแพลง “ไม่ต้องทำ ทำตามข้า นั่งกระดิกเท้า นอนเล่นนี่สบายที่สุดเลย”

เฮ้ย! เอ็งบวชมานอนเล่นหรือวะ ก็เหมือนกับพวกข้าราชการไง ลาบวชไปพักผ่อน ไปพักผ่อน ไปผ่อนอิริยาบถ

มันไม่ใช่ มันไม่ใช่หรอก

อย่าผ่าเหล่า เหล่ากอของพระกรรมฐาน

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา นิสัยใจคอส่วนตัวมันเป็นเรื่องจริตนิสัยของแต่ละบุคคล แต่หลักมันต้องมีสิ หลักของธุดงคกรรมฐาน พระป่าๆ หลักมันมีของมัน อย่าไปลบหลู่ อย่าไปลบล้าง อย่าไปซ่อนเร้น เก็บซ่อนไว้ไม่ให้ใครทำ เพราะอะไร เพราะกูขี้เกียจ เพราะถ้ามึงทำแล้วกูก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

โอ๋ยมันมหัศจรรย์เนาะ ไอ้พวกผ่าเหล่า

แต่ถ้ามันรัก รักและสงวนนะ เราทำนะ เหลื่อไหลไคลย้อย

ออกกำลังกายตอนเช้าเขาไปวิ่งกลับมา เขามาอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายแล้วจะไปทำงาน สดชื่นแจ่มใส

นี่เหมือนกัน ข้อวัตรปฏิบัติ เหงื่อไหลไคลย้อยทั้งนั้น แต่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาดี เพราะอะไร เพราะทำแล้วมันปลอดโปร่ง ทำแล้วร่างกายมันสุขภาพกาย สุขภาพจิต เราทำมา สร้างบุญสร้างกุศลมา แล้วไปนั่งสมาธิ แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเพื่อเอาสัจจะความจริงขึ้นมา ไม่ผ่าเหล่า เพราะอะไร เพราะข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ เป็นที่อยู่ที่อาศัย

ใจสะเปะสะปะ ใจโดนกิเลสบีบคั้น แล้วทุกข์ๆๆ ทุกข์น่าดูเลย แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติ เห็นไหม เขาออกกำลังกาย ไอ้เราทำข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเหงื่อไหลไคลย้อย มันเหน็ดมันเหนื่อยแต่หัวใจมันปลอดโปร่ง เพราะมันรัก เพราะจิตใจมันเป็นธรรม เป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะอยากประพฤติปฏิบัติ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันมีเหตุการกระทำเพื่อให้หัวใจมันสงบระงับ

แต่ถ้าเป็นกิเลส เห็นไหม มันหมักหมม มันสะสม อะไรๆ ก็ว่าสะดวกสบาย อะไรๆ ก็ว่ามันจะนั่งเป็นเจ้าขุนมูลนาย แล้วมันได้อะไร

ได้ความอับเฉา มันไม่ได้ความปลอดโปร่ง

แล้วถ้าการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา แล้วพยายามฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ไม่ใช่ผ่าเหล่า มันจะเป็นมะเร็งร้าย มันจะเป็นเนื้อร้าย แล้วมันทำลายชีวิตนะ เนื้อร้ายก้อนเดียวนะ มันทำชีวิตเราให้เสียหาย นี่เหมือนกัน ขี้เกียจขี้คร้าน กีดๆ เป็นการกีดการขวาง มันเป็นมะเร็งร้าย

มันเป็นคณะสงฆ์ มันเป็นองค์กร เป็นผู้ที่เข้ามาเพื่อหล่อหลอม หล่อหลอมให้เป็นบุคลากรที่หลวงปู่มั่นฝากไว้กับหลวงปู่สิงห์

หลวงปู่สิงห์ท่านก็ระดมพระหนุ่มเณรน้อยประชุมวางข้อวัตรให้เป็นกองทัพธรรมๆ จนพวกเราได้รับอิทธิพล ได้รับความรู้มา แล้วเราไม่มีใจรักเลยหรือ เราไม่มีความเห็นเลยหรือ เราขว้างทิ้งเลยหรือ มันจะเป็นนักรบไปที่ไหน

รบกับกิเลสที่เป็นนามธรรมที่ไม่เห็นมัน ทำให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันจะเป็นให้อนุชนรุ่นหลังยังได้รู้ได้เห็น ได้รับอิทธิพลของกลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมบ้าง อย่าให้มันได้รับกลิ่นของเปรตผี กลิ่นของนรก น่าเบื่อหน่าย น่าเบื่อหน่าย แล้วลงหน้าหนึ่งทั้งนั้น แล้วมันเป็นที่ไม่สมควรเลย เราจะต้องรักษาจิตใจของตนให้เป็นธรรม